
ในปัจจุบันร่างกายของเราต้องเผชิญกับมลภาวะ แสงแดด และความเครียดจากการทำงานในแต่ละวัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและผิวพรรณ หลายคนจึงเริ่มมองหาตัวช่วยในการดูแลตัวเองจากภายในมากขึ้น
หนึ่งในสารบำรุงที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง Astaxanthin ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ” มีคุณสมบัติเด่นในด้านการดูแลผิวและร่างกาย บทความนี้หมอพงศ์เลยอยากจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ Astaxanthin และข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสารสกัดชนิดนี้กันครับ
Key Takeaway
- Astaxanthin คือ สารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินทั่วไปหลายเท่า ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย
- มีคุณประโยชน์หลากหลาย โดยเฉพาะด้านการลดเลือนริ้วรอย เพิ่มความยืดหยุ่น และดูแลผิวพรรณให้แลดูอ่อนเยาว์
- การรับประทานแอสตาแซนธินร่วมกับมื้ออาหารที่มีไขมัน ช่วยเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น
- การเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควรพิจารณาแหล่งที่มาจากธรรมชาติ ปริมาณสารสำคัญ และมาตรฐานการผลิตที่น่าเชื่อถือ เพื่อการบริโภคอย่างเหมาะสมในระยะยาว
สารบัญบทความ
ทำความรู้จัก Astaxanthin คืออะไร แล้วต่างจากสารต้านอนุมูลอิสระทั่วไปอย่างไร
แอสตาแซนธินพบได้ในอาหารธรรมชาติชนิดใดบ้าง
Astaxanthin ช่วยอะไรบ้าง มีประโยชน์ต่อผิวและร่างกายอย่างไร?
Astaxanthin ควรกินก่อนหรือหลังอาหาร และกินอย่างไรให้เหมาะสม?
Astaxanthin มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้าง?
วิธีเลือกซื้ออาหารเสริมแอสตาแซนธินอย่างไรให้ได้คุณภาพจริง
เก็บรักษา Astaxanthin อย่างไรเพื่อคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์
ดูแลผิวให้สุขภาพดีจากภายในด้วย Astaxanthin จาก Dr.PONG
ทำความรู้จัก Astaxanthin คืออะไร แล้วต่างจากสารต้านอนุมูลอิสระทั่วไปอย่างไร
Astaxanthin คือ สารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ที่มีสีส้มแดงและพบได้ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในสาหร่ายจุลภาค Haematococcus pluvialis ที่สามารถสะสม Astaxanthin ในปริมาณสูงจนเซลล์เปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่ออยู่ภายใต้สภาวะกระตุ้นบางอย่าง
จุดเด่นของ Astaxanthin อยู่ที่โครงสร้างทางเคมีเฉพาะ ซึ่งสามารถวางตัวครอบคลุมบริเวณเยื่อหุ้มเซลล์ได้ทั้งด้านในและด้านนอก จึงมีบทบาทในการช่วยปกป้องเซลล์จากความเครียดออกซิเดชันได้หลายตำแหน่ง แตกต่างจากสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิดที่ออกฤทธิ์ได้เฉพาะบางส่วนของเซลล์ โดยมีข้อมูลจากการศึกษาเปรียบเทียบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ
- มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินซี (Vitamin C) ถึง 6,000 เท่า
- มีประสิทธิภาพสูงกว่าโคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10) ถึง 800 เท่า
- มีประสิทธิภาพสูงกว่าสารสกัดจากชาเขียว (Catechins) ถึง 560 เท่า
- มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินอี (Vitamin E) ถึง 550 เท่า
แอสตาแซนธินพบได้ในอาหารธรรมชาติชนิดใดบ้าง
ในธรรมชาติสามารถพบแอสตาแซนธินได้ในสิ่งมีชีวิตหลายชนิด โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศทางน้ำที่มีสีส้มหรือสีแดง ซึ่งแหล่งอาหารธรรมชาติที่พบสารชนิดนี้ ได้แก่
- สาหร่ายสีแดง (Haematococcus pluvialis) เป็นแหล่งธรรมชาติที่มีแอสตาแซนธินในปริมาณเข้มข้น
- ปลาแซลมอนธรรมชาติ (Wild Salmon) มีแอสตาแซนธินประมาณ 26-38 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เนื้อปลาแซลมอนมีสีส้มแดง
- เคยทะเล (Krill) สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ทะเล
- กุ้งและล็อบสเตอร์ แอสตาแซนธินสามารถสะสมอยู่บริเวณเปลือกและเนื้อของสัตว์ที่มีกระดอง
Astaxanthin ช่วยอะไรบ้าง มีประโยชน์ต่อผิวและร่างกายอย่างไร?

เมื่อพูดถึง สาหร่ายแดง หรือแอสตาแซนธินช่วยเรื่องอะไรบ้าง หลายคนอาจนึกถึงประโยชน์ด้านผิวพรรณเป็นอันดับแรกกันใช่ไหมครับ แต่รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้ว Astaxanthin เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทต่อการดูแลสุขภาพในหลายด้าน ไม่ได้ช่วยแค่ในเรื่องของความงามเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราอีกมากมาย ดังนี้ครับ
ต้านอนุมูลอิสระและชะลอริ้วรอยก่อนวัย
Astaxanthin ช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายที่เกิดจากรังสี UV ในแสงแดด ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของริ้วรอยก่อนวัยและผิวหมองคล้ำ ด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยลดความเสียหายต่อคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิว ทำให้ผิวแลดูเรียบเนียนและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
บำรุงดวงตาและลดอาการล้าจากหน้าจอ
สำหรับผู้ที่ต้องจ้องหน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้สมาร์ตโฟนเป็นเวลานาน Astaxanthin เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่น่าสนใจในการดูแลดวงตา เพราะสามารถผ่านแนวกั้นระหว่างเลือดกับจอประสาทตา (Blood-Retinal Barrier) และมีการศึกษาถึงบทบาทต่อการทำงานของกล้ามเนื้อที่ช่วยปรับโฟกัส รวมถึงการไหลเวียนเลือดบริเวณดวงตา จึงอาจช่วยลดความรู้สึกล้าจากการใช้สายตาได้
ที่สำคัญ ยังสามารถรับประทานร่วมกับวิตามินบำรุงสายตาที่มีส่วนช่วยดูแลสุขภาพดวงตาได้ตามความเหมาะสมอีกด้วยครับ
ดูแลสุขภาพกระเพาะอาหาร
Astaxanthin มีส่วนช่วยลดกระบวนการอักเสบในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะการอักเสบที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด รวมถึงช่วยดูแลเยื่อบุในระบบทางเดินอาหาร จึงมีส่วนช่วยลดการระคายเคืองและสนับสนุนการทำงานของระบบย่อยอาหาร
ช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังออกกำลังกาย
สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ Astaxanthin มีส่วนช่วยลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันและกระบวนการอักเสบหลังออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาถึงผลต่อกระบวนการอักเสบและความล้าของกล้ามเนื้อ จึงอาจช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของร่างกายหลังการออกกำลังกายได้
มีส่วนช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน
ภาวะเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidative Stress) เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของอินซูลินและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของ Astaxanthin จึงมีส่วนช่วยลดภาวะเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ตับอ่อนและการตอบสนองต่ออินซูลิน อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรมองว่า Astaxanthin สามารถใช้ทดแทนการรักษาหรือยาควบคุมเบาหวานได้
ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและหลอดเลือด
Astaxanthin มีคุณสมบัติช่วยต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสะสมของคราบไขมันบริเวณผนังหลอดเลือด นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาถึงบทบาทของ Astaxanthin ต่อการไหลเวียนโลหิตและการทำงานของหลอดเลือด เพื่อสนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม
Astaxanthin ควรกินก่อนหรือหลังอาหาร และกินอย่างไรให้เหมาะสม?
สำหรับการรับประทาน Astaxanthin ให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกาย หมอพงศ์ขอแนะนำให้รับประทานพร้อมมื้ออาหารหรือหลังอาหาร โดยเฉพาะมื้อที่มีไขมันดีเป็นส่วนประกอบ เช่น ปลา อะโวคาโด หรือถั่ว เนื่องจาก Astaxanthin เป็นสารที่ละลายในไขมัน การรับประทานพร้อมอาหารจึงช่วยเอื้อต่อการดูดซึมและการนำไปใช้ของร่างกายได้อย่างเหมาะสมครับ
โดยปริมาณและระยะเวลาในการรับประทาน ที่หมอพงศ์อยากแนะนำเพิ่มเติม มีดังนี้ครับ
- ปริมาณที่แนะนำต่อวัน โดยทั่วไปแนะนำประมาณ 4-12 มิลลิกรัมต่อวัน (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือข้อมูลที่ระบุไว้บนฉลากของผลิตภัณฑ์ด้วยครับ)
- ระยะเวลาที่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง เมื่อรับประทานต่อเนื่องประมาณ 6-8 สัปดาห์ อาจเริ่มสังเกตเห็นผิวที่ชุ่มชื้นและยืดหยุ่นขึ้น ทั้งนี้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
Astaxanthin มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังอะไรบ้าง?

แม้ Astaxanthin จะเป็นสารที่พบได้ในธรรมชาติ แต่ก่อนรับประทานหมอพงศ์แนะนำว่าควรศึกษาเกี่ยวกับข้อจำกัด ปริมาณที่เหมาะสม และข้อควรระวัง เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดอาการไม่พึงประสงค์และเลือกเสริมได้อย่างเหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละคนครับ
- การเปลี่ยนสีของอุจจาระ หากรับประทานในปริมาณสูง มากกว่า 12 มิลลิกรัมต่อวัน อาจพบว่าอุจจาระมีสีส้มแดงเล็กน้อย ซึ่งอาจเกิดจากเม็ดสีธรรมชาติที่ร่างกายขับออกมา
- สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ปัจจุบันยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในกลุ่มนี้ไม่เพียงพอ จึงควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานครับ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่กำลังรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาลดความดันโลหิต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา
วิธีเลือกซื้ออาหารเสริมแอสตาแซนธินอย่างไรให้ได้คุณภาพจริง
สำหรับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อดูแลสุขภาพอย่าง Astaxanthin หมอพงศ์อยากแนะนำให้พิจารณาตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ปริมาณสารสำคัญ ไปจนถึงมาตรฐานการผลิต เพื่อให้เลือกผลิตภัณฑ์ได้เหมาะกับการดูแลสุขภาพมากขึ้นครับ
- เลือกแหล่งที่มาจากธรรมชาติ ควรเลือกชนิดที่สกัดจากสาหร่ายแดง Haematococcus pluvialis ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติที่นิยมใช้ในการผลิต Astaxanthin
- เลือกยี่ห้อที่ใช้วัตถุดิบได้มาตรฐาน หากเป็นวัตถุดิบที่มีเครื่องหมายการค้า ควรตรวจสอบว่ามีข้อมูลการศึกษารองรับ และมีการควบคุมกระบวนการเพาะเลี้ยงหรือผลิตประกอบด้วยครับ
- ตรวจสอบปริมาณสารสำคัญ ควรระบุปริมาณ Astaxanthin ต่อแคปซูลอย่างชัดเจน เช่น 4 มิลลิกรัม หรือ 6 มิลลิกรัม ไม่ควรระบุเพียงน้ำหนักรวมของสารสกัด
- ตรวจสอบมาตรฐานการผลิตและเลขจดทะเบียน ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. และผ่านมาตรฐาน เช่น GMP หรือ ISO เพื่อให้ตรวจสอบแหล่งที่มาได้อย่างมั่นใจครับ
เก็บรักษา Astaxanthin อย่างไรเพื่อคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์
เพราะ Astaxanthin เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ค่อนข้างไวต่อแสง ความร้อน และออกซิเจน การเก็บรักษาอย่างเหมาะสมจึงช่วยลดโอกาสที่สารสำคัญจะเสื่อมสภาพ และช่วยคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้นานขึ้น หมอพงศ์แนะนำวิธีง่าย ๆ ในการเก็บรักษาเพื่อคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ดังนี้ครับ
- เก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิมที่ทึบแสง เพื่อช่วยลดการสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง
- วางในที่แห้งและอุณหภูมิเหมาะสม หลีกเลี่ยงบริเวณที่ร้อนหรือมีความชื้นสูง เช่น ห้องน้ำ หรือใกล้เตาในห้องครัว
- ปิดฝาให้สนิททุกครั้งหลังใช้ เพื่อลดการสัมผัสกับอากาศและความชื้น ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพของซอฟต์เจล
- ไม่ควรเก็บในช่องแช่แข็ง เพราะอุณหภูมิที่ต่ำเกินไปอาจทำให้ซอฟต์เจลเปราะหรือแตกได้ง่าย
ดูแลผิวให้สุขภาพดีจากภายในด้วย Astaxanthin จาก Dr.PONG
อ่านสาระดี ๆ จากหมอพงศ์กันมาถึงตรงนี้แล้ว เห็นกันเลยใช่ไหมครับว่าการดูแลผิวให้ดูสุขภาพดีในระยะยาว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบำรุงจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ควรใส่ใจดูแลสุขภาพภายในของตัวเองควบคู่กันไปด้วยการเสริม Astaxanthin สารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทในการช่วยปกป้องเซลล์จากความเครียดออกซิเดชัน และยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพผิวในหลายด้าน
และถ้ากำลังมองหาตัวช่วยในการดูแลผิวจากภายใน หมอพงศ์แนะนำให้ดูทั้งแหล่งวัตถุดิบและปริมาณสารสำคัญควบคู่กันครับ อย่าง Dr.PONG Astaxanthin 6 mg ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแอสตาแซนธินที่เลือกใช้ AstaReal จากประเทศญี่ปุ่น เพาะเลี้ยงจากสาหร่ายสีแดงในระบบปิด ทำให้ควบคุมความสะอาด ปริมาณ และคุณภาพของสารสำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผสม MCT Oil เพื่อช่วยเรื่องการดูดซึม จึงเป็นอีกตัวเลือกสำหรับคนที่อยากดูแลผิวให้ดูสุขภาพดีจากภายในควบคู่ไปกับสุขภาพโดยรวมในระยะยาว
สำหรับใครที่สนใจผลิตภัณฑ์ Dr.PONG สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ วิธีใช้ และสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์ Dr.PONG หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ พูดคุยสอบถาม และติดต่อทีมงาน เพิ่มเติมได้ที่นี่
- LINE : drpongshop
- Facebook : Dr. PONG ดอกเตอร์พงศ์
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Astaxanthin จากธรรมชาติกับแบบสังเคราะห์แตกต่างกันอย่างไร?
Astaxanthin แบบธรรมชาติที่สกัดจากสาหร่ายสีแดง มีโครงสร้างทางเคมีที่ร่างกายนำไปใช้ได้ และมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าแบบสังเคราะห์ที่ผลิตจากสารเคมีปิโตรเคมีหลายเท่า อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการบริโภคในระยะยาวมากกว่าครับ
สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตรสามารถรับประทาน Astaxanthin ได้หรือไม่?
ปัจจุบันยังมีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกด้านความปลอดภัยในสตรีมีครรภ์และให้นมบุตรค่อนข้างจำกัด หมอจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการรับประทาน หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อนหากต้องการรับประทานครับ
Astaxanthin ช่วยเรื่องผิวหมองคล้ำและความกระจ่างใสได้หรือไม่?
ช่วยได้ครับ Astaxanthin มีส่วนช่วยลดการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ถูกกระตุ้นจากรังสี UV พร้อมช่วยดูแลสภาพผิวและลดเลือนจุดด่างดำ ทำให้ผิวแลดูกระจ่างใสและเรียบเนียนขึ้น
Astaxanthin กับคอลลาเจนรับประทานร่วมกันได้ไหม และมีประโยชน์อย่างไร?
สามารถรับประทานร่วมกันได้ครับ โดยคอลลาเจนมีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของผิว ขณะที่แอสตาแซนธินมีส่วนช่วยปกป้องคอลลาเจนจากอนุมูลอิสระและแสงแดด จึงช่วยเสริมการดูแลผิวร่วมกันได้ครับ

