Skip to content

📣 ช้อปครบ 1,000 บาท รับส่วนลด 1,000 บาท📦 ส่งฟรี!

น้ำมันปลา คืออะไร? รวมประโยชน์ต่อร่างกาย และวิธีรับประทานที่ถูกต้อง

น้ำมันปลา

น้ำมันปลา (Fish Oil) เป็นอีกหนึ่งอาหารเสริมที่ได้รับความนิยม เพราะเป็นแหล่งของ Omega-3 กรดไขมันจำเป็นที่มีบทบาทต่อสุขภาพหลายด้าน ทั้งหัวใจ สมอง และดวงตา แต่ก่อนเลือกมารับประทาน หมอพงศ์อยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจกันก่อนว่าน้ำมันปลาช่วยอะไร และเหมาะกับเป้าหมายสุขภาพของคุณหรือไม่ เพื่อให้เลือกเสริมได้อย่างตรงจุดและเหมาะสมครับ


Key Takeaway

  • น้ำมันปลาเป็นแหล่ง Omega-3 โดยเฉพาะ EPA และ DHA ที่มีบทบาทต่อหัวใจ สมอง ดวงตา ข้อต่อ และสุขภาพโดยรวม
  • แนะนำว่าควรรับประทานน้ำมันปลา พร้อมหรือหลังอาหาร เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึม EPA และ DHA ได้ดีขึ้น และลดอาการเรอคาวปลา
  • ทริคดี ๆ ในการเลือกน้ำมันปลาที่หมอพงศ์อยากแนะนำ คือ ควรดูปริมาณ EPA และ DHA ต่อหน่วยบริโภค มากกว่าดูเพียงปริมาณน้ำมันปลารวมบนฉลาก


สารบัญบทความ

น้ำมันปลาคืออะไร และแตกต่างจากน้ำมันตับปลาอย่างไร?

น้ำมันปลาเหมาะกับทุกคนหรือไม่ และใครบ้างที่ควรระมัดระวังในการรับประทานน้ำมันปลา?

น้ำมันปลาช่วยอะไรบ้าง และมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร?

น้ำมันปลาควรกินตอนไหน ก่อนหรือหลังอาหาร?

น้ำมันปลาควรกินวันละเท่าไหร่ และควรดูปริมาณ EPA และ DHA อย่างไร?

น้ำมันปลาไม่ควรกินคู่กับอะไร พร้อมข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนกิน

เลือกน้ำมันปลาอย่างไรให้เหมาะกับความต้องการของตัวเอง

น้ำมันปลา อีกหนึ่งทางเลือกดูแลสุขภาพให้เหมาะกับคุณ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)


น้ำมันปลาคืออะไร และแตกต่างจากน้ำมันตับปลาอย่างไร?

น้ำมันปลา (Fish Oil) คือสารสกัดที่ได้จากเนื้อ หนัง หัว และหางของปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน หรือปลาแมคเคอเรล อุดมไปด้วยกรดกรดไขมัน Omega-3 สำคัญอย่าง EPA (Eicosapentaenoic Acid) และ DHA (Docosahexaenoic Acid) ส่วนน้ำมันตับปลา หรือ Cod Liver Oil นั้นสกัดมาจากตับของปลาทะเลโดยเฉพาะ ถึงแม้ชื่อจะคล้ายกันแต่แหล่งที่มาและองค์ประกอบสำคัญนั้นต่างกันครับ

หลายคนมักสับสนระหว่างน้ำมันปลากับน้ำมันตับปลา เพราะดูเผิน ๆ อาจให้ประโยชน์คล้ายกัน แต่จริง ๆ แล้วมีจุดร่วมและจุดต่างที่ควรรู้ ดังนี้ครับ


น้ำมันปลา (Fish Oil)

น้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil)

แหล่งที่มา

สกัดจากเนื้อเยื่อของปลาที่มีไขมัน เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล หรือปลาแอนโชวี

สกัดจากตับของปลา โดยเฉพาะปลาคอด

Omega-3

มีกรดไขมัน Omega-3 โดยเฉพาะ EPA และ DHA เป็นส่วนสำคัญ

มี Omega-3 ทั้ง EPA และ DHA เช่นกัน

วิตามิน A และ D

โดยทั่วไปมีวิตามิน A และ D ในปริมาณน้อยหรือไม่มี ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์

มี วิตามิน A และวิตามิน D ตามธรรมชาติในปริมาณค่อนข้างสูง

ประโยชน์ที่คล้ายกัน

มีส่วนช่วยดูแลระดับไขมันในเลือด และสนับสนุนการทำงานของสมอง

มีส่วนช่วยดูแลระดับไขมันในเลือด และสนับสนุนการทำงานของสมอง

จุดเด่น

เน้นการเสริม EPA และ DHA ทำให้เลือกและควบคุมปริมาณ Omega-3 ที่ได้รับได้ง่าย

ได้ทั้ง Omega-3 พร้อมวิตามิน A และ D ในผลิตภัณฑ์เดียว

ข้อควรระวัง

ควรเลือกปริมาณ EPA และ DHA ให้เหมาะกับความต้องการและรับประทานตามคำแนะนำ

ต้องระวังการได้รับวิตามิน A และ D มากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อรับประทานร่วมกับอาหารเสริมชนิดอื่น

เหมาะกับใคร

ผู้ที่ต้องการเสริม Omega-3 เป็นหลักและต้องการรับประทานต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน

ผู้ที่ต้องการ Omega-3 พร้อมวิตามิน A และ D โดยควบคุมปริมาณให้เหมาะสม

 

น้ำมันปลาเหมาะกับทุกคนหรือไม่ และใครบ้างที่ควรระมัดระวังในการรับประทานน้ำมันปลา?

น้ำมันปลาอุดมไปด้วย Omega-3 ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน ซึ่งการเลือกทานน้ำมันปลา หมอพงศ์แนะนำว่าควรพิจารณาจากสุขภาพและความต้องการของแต่ละคนเป็นหลักครับ

กลุ่มที่เหมาะกับการกินน้ำมันปลา

  • ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • น้ำมันปลาผู้สูงอายุที่ต้องการบำรุงสมอง ความจำ และดูแลข้อต่อ
  • นักเรียน นักศึกษา หรือคนทำงานที่ใช้สมองหนัก พักผ่อนน้อย
  • ผู้ที่มีปัญหาปวดข้อเข่า ข้อเข่าเสื่อม หรือข้ออักเสบ
  • นักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะช่วยลดการอักเสบและฟื้นฟูกล้ามเนื้อ
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง ตาแห้งง่าย เนื่องจาก EPA และ DHA มีส่วนช่วยบำรุงชั้นไขมันใต้ผิวหนังและดวงตา

กลุ่มที่ควรระมัดระวังในการกินน้ำมันปลา

  • ผู้ที่แพ้อาหารทะเลหรือแพ้ปลา
  • ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน หรือแอสไพริน
  • ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดในเร็ว ๆ นี้
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเฉพาะทาง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน

น้ำมันปลาช่วยอะไรบ้าง และมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร?

Fish Oil ช่วยอะไร

ประโยชน์ของน้ำมันปลานั้นครอบคลุมหลายระบบในร่างกาย เพราะ EPA และ DHA เป็นกรดไขมันที่เซลล์ทั่วร่างกายนำไปใช้งานได้หลากหลาย โดยสรรพคุณ Fish Oil มีดังนี้ครับ

บำรุงหัวใจและหลอดเลือด

น้ำมันปลาช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) และมีส่วนช่วยให้ความดันโลหิตในผู้ที่มีความดันสูงลดลงได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ลดโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันจากการยับยั้งการจับตัวกันของเกล็ดเลือดครับ

บำรุงสมองและความจำ

DHA เป็นองค์ประกอบสำคัญของเซลล์สมองมากถึง 40% การรับประทานน้ำมันปลาอย่างต่อเนื่อง จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนความจำและการทำงานของสมอง มีงานวิจัยพบว่าระดับ DHA ที่ลดลงสัมพันธ์กับความเสี่ยงด้านสมองเสื่อมที่เพิ่มขึ้น จึงเหมาะกับผู้ที่ใช้สมองหนักหรือต้องการดูแลสุขภาพสมองในระยะยาวครับ

บำรุงดวงตา

DHA ยังเป็นกรดไขมันหลักที่พบในจอประสาทตา มีสัดส่วนสูงถึง 60% ของกรดไขมันในบริเวณดังกล่าว การได้รับ Omega-3 ไม่เพียงพออาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาด้านสายตาในผู้สูงอายุ จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ใช้สายตากับหน้าจอเป็นเวลานาน หรือผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพดวงตาในระยะยาว และกำลังมองหาวิตามินบำรุงสายตา เพื่อเสริมการดูแลตัวเองครับ

ลดการอักเสบ บำรุงข้อต่อ

Fish Oil ยังมีประโยชน์เด่นในเรื่องต้านการอักเสบ เนื่องจาก DHA ช่วยลดระดับไซโตไคน์ ซึ่งเป็นตัวควบคุมระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย จึงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ ข้อฝืด และการอักเสบของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายได้ เหมาะกับผู้สูงอายุ นักกีฬา หรือผู้ที่มีปัญหาข้อเข่าเสื่อมครับ

เสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

น้ำมันปลามีส่วนช่วยในเรื่องการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดย Omega-3 มีบทบาทในการควบคุมกระบวนการอักเสบและช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันทำงานอย่างสมดุล จึงเป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิตามินเสริมภูมิคุ้มกัน เพื่อดูแลสุขภาพโดยรวมครับ

ช่วยบำรุงผิวพรรณ

Omega-3 ในน้ำมันปลา ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะกับหัวใจหรือสมองเท่านั้นนะครับ แต่ยังมีส่วนช่วยดูแลสุขภาพผิว ผ่านการสนับสนุนสมดุลของกระบวนการอักเสบและช่วยคงความชุ่มชื้นของผิว เมื่อได้รับอย่างเหมาะสม จึงช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้นและสุขภาพดีขึ้นได้ครับ

น้ำมันปลาควรกินตอนไหน ก่อนหรือหลังอาหาร?

น้ํามันปลากินยังไง

หลายคนสงสัยว่าน้ํามันปลากินยังไงให้ได้ผลดีที่สุด หมอพงศ์แนะนำว่าควรรับประทานน้ำมันปลาพร้อมมื้ออาหารหรือหลังอาหารทันที เพราะกรดไขมัน Omega-3 ในน้ำมันปลาเป็นไขมันชนิดละลายในไขมัน (Fat-Soluble) การมีอาหารที่มีไขมันอยู่ในกระเพาะจะช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี ทำให้ร่างกายดูดซึม EPA และ DHA ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการกินตอนท้องว่าง 

นอกจากนี้ยังช่วยลดโอกาสเกิดอาการแสบท้องหรือเรอมีกลิ่นคาวปลาได้ด้วยครับ ส่วนจะเลือกกินมื้อเช้า กลางวัน หรือเย็น สามารถเลือกได้ตามความสะดวก ขอเพียงให้มีอาหารอยู่ในมื้อนั้นก็เพียงพอแล้ว 

หากสนใจอาหารเสริมบำรุงผิวอีกตัวที่ต้องรู้ก่อนกินเช่นกัน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Astaxanthin คืออะไร และ Astaxanthin กินตอนไหน

น้ำมันปลาควรกินวันละเท่าไหร่ และควรดูปริมาณ EPA และ DHA อย่างไร?

ปริมาณน้ำมันปลาที่เหมาะสมในแต่ละวันจะแตกต่างกันไปตามช่วงวัยและวัตถุประสงค์ในการรับประทาน โดยสิ่งสำคัญที่ต้องดูไม่ใช่แค่ปริมาณน้ำมันปลาทั้งแคปซูล แต่ต้องดูปริมาณ EPA และ DHA ที่ระบุไว้บนฉลากเป็นหลักครับ

ปริมาณ Omega-3 ที่แนะนำต่อวัน

  • เด็กอายุ 2-3 ปี ประมาณ 40 มก./วัน
  • เด็กอายุ 4-8 ปี ประมาณ 55 มก./วัน
  • วัยรุ่น ประมาณ 70-125 มก./วัน
  • ผู้ใหญ่ทั่วไป ประมาณ 250-500 มก./วัน
  • ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน อาจต้องการสูงถึง 200-3,000 มก./วัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และคำแนะนำของแพทย์

สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม

  • ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุปริมาณ EPA และ DHA ชัดเจน ไม่ใช่ระบุแค่ "น้ำมันปลา 1,000 มก." เพราะปริมาณสารสำคัญจริงอาจน้อยกว่าที่คิด
  • ไม่ควรรับประทาน Omega-3 เกิน 3,000 มก. ต่อวัน เพราะอาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดได้

น้ำมันปลาไม่ควรกินคู่กับอะไร พร้อมข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนกิน

Fish Oil ประโยชน์และโทษ

น้ำมันปลาจะมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน แต่การรับประทานร่วมกับอาหาร ยา หรืออาหารเสริมบางชนิดอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดีได้ครับ

น้ำมันปลาไม่ควรกินคู่กับอะไร

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน วาร์ฟาริน หรือโคลพิโดเกรล เพราะอาจเสริมฤทธิ์กันจนเลือดแข็งตัวช้าลง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออกและหยุดยาก
  • ควรรับประทานน้ำมันปลาควบคู่กับการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพราะน้ำมันปลาเป็นอาหารเสริม ไม่สามารถทดแทนสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันได้ครับ
  • หากรับประทานน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลาร่วมกัน หมอพงศ์แนะนำว่าควรตรวจสอบปริมาณ EPA/DHA รวม รวมถึงวิตามิน A และ D จากน้ำมันตับปลา เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับสารอาหารซ้ำซ้อนเกินความจำเป็นครับ

ข้อควรระวังอื่น ๆ ก่อนกินน้ำมันปลา

  • ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดควรหยุดกินน้ำมันปลาล่วงหน้าตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องเลือดออกระหว่างผ่าตัด
  • ผู้ที่แพ้อาหารทะเลหรือแพ้ปลา ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
  • ควรเลือกผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อลดความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนอย่างโลหะหนัก

เลือกน้ำมันปลาอย่างไรให้เหมาะกับความต้องการของตัวเอง

สำหรับใครที่กำลังมองหา Fish Oil ยี่ห้อไหนดี? สิ่งสำคัญในการเลือกน้ำมันปลาที่หมอพงศ์อยากแนะนำทุกคนไม่ใช่แค่เรื่องชื่อแบรนด์หรือปริมาณน้ำมันปลารวมเพียงอย่างเดียวครับ แต่ควรดูว่าน้ำมันปลาที่คุณเลือกนั้นให้ปริมาณสารสำคัญหลักเท่าไร มีคุณภาพและมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ไหม และเหมาะกับเป้าหมายสุขภาพของคุณแค่ไหนครับ

  • ดูปริมาณ EPA และ DHA เป็นหลัก เพราะเป็นกรดไขมัน Omega-3 สำคัญที่ควรพิจารณาแยกจากปริมาณน้ำมันปลารวม และควรดูปริมาณต่อหนึ่งหน่วยบริโภคให้ชัดเจน
  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุแหล่งที่มาชัดเจน พร้อมมีข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบความบริสุทธิ์และสารปนเปื้อน เช่น โลหะหนัก
  • เลือกแบรนด์ที่ตรวจสอบข้อมูลได้ ทั้งมาตรฐานการผลิต เลข อย. รวมถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์และการรับรองที่เกี่ยวข้อง
  • พิจารณาความสะดวกในการรับประทาน เช่น กลิ่นคาว ขนาดแคปซูล หรือความรู้สึกหลังรับประทาน เพื่อให้สามารถทานต่อเนื่องได้ง่ายขึ้น
  • ดูวิธีเก็บรักษาให้เหมาะสม น้ำมันปลาไวต่อความร้อนและสภาพแวดล้อม จึงควรเก็บตามคำแนะนำบนฉลาก และหลีกเลี่ยงการวางผลิตภัณฑ์ไว้ในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน

น้ำมันปลา อีกหนึ่งทางเลือกดูแลสุขภาพให้เหมาะกับคุณ 

น้ำมันปลาเป็นอาหารเสริมที่อุดมด้วย Omega-3, EPA และ DHA ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงหัวใจ สมอง ดวงตา ข้อต่อ ภูมิคุ้มกัน และผิวพรรณ แต่การได้รับประโยชน์เต็มที่ต้องเลือกกินให้ถูกช่วงเวลา ปริมาณที่เหมาะสม และรู้ว่าน้ำมันปลาไม่ควรกินคู่กับอะไรเพื่อความปลอดภัยในระยะยาวครับ

หากคุณกำลังมองหาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมน้ำมันปลา Fish Oil ที่ระบุปริมาณ EPA และ DHA ชัดเจน แถมยังเป็นสูตรที่ทานง่ายปราศจากกลิ่นคาว ขอแนะนำ Dr.PONG DAILY OMEGA-3 ODOURLESS FISH OIL 1000 mg น้ำมันปลาบำรุงสมอง ชะลออาการความจำเสื่อม ช่วยเสริมความจำ พร้อมแต่งกลิ่นมิ้นท์ลดกลิ่นคาว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเน้นบำรุงสมอง ความจำ และดวงตาเป็นพิเศษ 

สำหรับใครที่สนใจผลิตภัณฑ์ Dr.PONG สามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบ วิธีใช้ และสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์ Dr.PONG หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ พูดคุยสอบถาม และติดต่อทีมงาน เพิ่มเติมได้ที่นี่

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

น้ำมันปลาจากปลาทะเลกับโอเมก้า-3 จากสาหร่ายแตกต่างกันอย่างไร?

น้ำมันปลาจากปลาทะเลให้ทั้ง EPA และ DHA ในสัดส่วนสมดุล ส่วน Omega-3 จากสาหร่าย (Algae Oil) มักเน้น DHA เป็นหลัก เหมาะกับผู้ที่ทานมังสวิรัติหรือแพ้อาหารทะเลครับ 

คนท้องหรือให้นมบุตรกินน้ำมันปลาได้ไหม?

คนท้องและคนให้นมบุตรสามารถกินน้ำมันปลาได้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะ DHA มีส่วนช่วยพัฒนาสมองทารก แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอเพื่อกำหนดปริมาณที่ปลอดภัยครับ 

เด็กสามารถกินน้ำมันปลาได้ไหม แล้วควรเริ่มกินตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

เด็กสามารถกินน้ำมันปลาได้ โดยทั่วไปแนะนำให้เริ่มตั้งแต่อายุ 2-3 ปีขึ้นไป ในปริมาณที่เหมาะสมตามช่วงวัย และควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนเริ่มให้บุตรหลานรับประทานครับ 

ผู้ที่ไขมันในเลือดสูง กินน้ำมันปลาได้ไหม?

สามารถรับประทานได้ในบางกรณี เพราะ Omega-3 มีส่วนช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ส่วนผู้ที่มีความดันโลหิตสูงก็สามารถรับประทานน้ำมันปลาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากมีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาควบคุมไขมัน ความดัน หรือยาอื่นเป็นประจำ แนะนำว่าควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มรับประทานครับ

ควรกินน้ำมันปลานานแค่ไหนจึงเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง?

โดยทั่วไปการกินน้ำมันปลาต่อเนื่องอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ขึ้นไปจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง เช่น ผิวชุ่มชื้นขึ้นหรือระดับไขมันในเลือดดีขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลครับ 

ควรเก็บรักษาน้ำมันปลาอย่างไร และจำเป็นต้องแช่ตู้เย็นไหม?

ควรเก็บน้ำมันปลาในที่แห้ง เย็น หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง ปิดฝาให้สนิททุกครั้งหลังใช้ ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็นเสมอไป แต่หากอากาศร้อนจัดการแช่เย็นจะช่วยชะลอการเสื่อมสภาพได้ครับ

Previous Post Next Post